รีวิวหนัง Adrift – รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน

เรื่องย่อหนัง

หนัง Adrift หรือชื่อไทยว่า รักคุณฝ่าเฮอร์ริเคน “Adrift” เป็นเรื่องราวที่จะทำให้ท่านอบอุ่นหัวใจจนกระทั่งลืมไม่ลง มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณมนุษย์ซึ่งสามารถเอาชนะได้ทุกปัญหาด้วยพลังที่รัก แสดงนำโดย เชย์ลีน วู้ดลีย์ (“The Fault in Our Stars, เฟรนไชส์ Divergent) รวมทั้ง แซม ติดอยู่ฟลิน (Me Before You, เฟรนไชส์ Hunger Games), “Adrift” สร้างขึ้นมาจากความจริงสุดจับใจของสองหัวใจอิสระที่เจอกันโดยบังเอิญ กระทั่งกำเนิดเป็นความรัก นำมาซึ่งการผจญกัยสุดยิ่งใหญ่ในชีวิต สองนักเดินเรือโบราณที่พร้อมจะเริ่มเดินทางผ่านห้วงมหาสมุทร ทามี่ โอลด์หมูแฮม (วู้ดลีย์) และก็ ริชาร์ด ชาร์ป (ค้างฟลิน) ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าพวกเขากำลังล่องเรือไปสู่หนึ่งในลมพายุเฮอริแคนที่ร้ายแรงที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ ภายหลังลมพายุพัดผ่าน ทามี่ตื่นมาพบว่าริชาร์ดบาดเจ็บอย่างรุนแรงแล้วก็เรือของพวกเขาเหลือแค่ซาก เมื่อไม่อาจจะหวังให้ผู้ใดกันมาช่วยได้ ทามี่ต้องหาทางสะสมสติและก็ความแข็งแกร่งเพื่อช่วยเหลือชายผู้เดียวที่คุณรัก


Based on the true story of survival, a young coupleandapos;s chance encounter leads them first to love, and then on the adventure of a lifetime as they face one of the most catastrophic hurricanes in recorded history.

วิภาควิจารณ์ หนัง

รีวิวAdrift – รักคุณฝ่าเฮอร์ริเคน
— 6.5/10 —
“เป็นหนังซึ่งมีแต่น้ำ เนื้อน้อยอย่างโชคร้าย มีดีที่จุดหักมุมแล้วก็ตอนสุดท้าย”

Adrift หรือชื่อภาษาไทยว่า รักคุณฝ่าเฮอริเคน หนังที่ผลิตจากสถานะการณ์จริง โดยเกิดเรื่องราวของคู่ครอง Tami Oldham (Shailene Woodley) และก็ Richard Sharp (Sam Claflin) จำต้องทุกข์ยากลอยเคว้งอยู่กึ่งกลางสมุทร แล้วก็จะต้องทำทุกๆอย่างเผื่อเอาชีวิตรอดไปให้ควรได้ เรื่องมันมีสาเหตุมาจากที่ทั้งสองจะต้องนำเรือลำหนึ่งไปส่งให้ผู้ครอบครอง แม้กระนั้นในระหว่างการเดินทางก็จำเป็นต้องพบกับโคตรเฮอร์ริเคนแคทรีทุ่งนา ทำให้พวกเขาได้รับอุบัติเหตุติดอยู่บนเรือกลางสมุทร ดูไปมองไม่เห็นแม้กระทั้งผืนแผ่นดิน

หนังเล่าโดยการตัดสลับระหว่าง สถานะการณ์ปัจจุบันนี้ (ตอนติดอยู่บนเรือกลางสมุทร) กับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว (เวลาที่ก่อนทั้งคู่จะรักกันและก็ตอนรักกันก่อนออกเรือ) ด้วยการตัดสลับแบบงี้ มันก็ทำให้หนังมองน่าดึงดูดจริงๆ แม้กระนั้นมันกลายเป็นการฆ่าตัวตายไปท้ายที่สุด เพราะว่าในจังหวะที่กำลังถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่องในระหว่างติดเรือ กลับตัดมาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วซะงั้น!? ทำให้ดึงอารมณ์ผู้ชมเหลือเกิน ได้แม้กระนั้นอุทานเบาๆในใจว่า “เอ๊า!” รวมทั้งเป็นแบบงี้หลายฉากอย่างยิ่งจริงๆ กำลังพีคๆบิ้วอารมณ์ผู้ชมได้อย่างยอดเยี่ยม ก็ตัดมาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วอีกแล้ว รวมถึงฉากที่น่าจะเป็นจุดพีคมากมายๆของเรื่องก็น่าจะเป็นฉากลมพายุเฮอริเคนที่ส่วนตัวมีความรู้สึกว่าทำออกมาได้สั้นไป แล้วก็คงจะดึงดราม่าอะไรได้มากกว่านี้

หนังคงจะ “เล่ามากมายไป” ในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ความเกี่ยวพันของคู่พระ-นาง แต่ว่าแม้ว่าจะเล่ามากมายสักแค่ไหน พวกเราก็ยังไม่เชื่อ และไม่มองเห็นความผูกพันธ์ ความรักของทั้งคู่คนนี้จริงๆเลย อีกส่วนที่คงจะให้ความเอาใจใส่กว่า ตัวหนังก็กลับ “เล่าน้อยไป” โดยยิ่งไปกว่านั้นส่วนที่ติดอยู่บนเรือกลางสมุทร พวกเรายังไม่ค่อยได้มองเห็นความลำบากตรากตรำ ความดิ้นรน เอาชีวิตรอด และก็หดหู่กับชีวิตสักเท่าไหร่ กับเวลา 424 ชั่วโมง ที่ติดอยู่กึ่งกลางสมุทร เวลามันผ่านไปเร็วมาก เร็วเกินความจำเป็นจริงๆทั้งๆที่คงจะขยี้ความดราม่าส่วนนี้ให้ได้มากกว่านี้ แถมโชคร้ายกับฉากที่ (ราวกับจะ) โรแมนติก

แม้กระนั้นทั้งผองทั้งหมดทั้งสิ้น สิ่งที่ดีมาอยู่ในช่วงท้ายเรื่อง จุดหักมุมของเรื่องยิ่งทำให้พวกเรา “เฮ้ย” ก็เซอร์ไพรส์อยู่พอเหมาะพอควร แล้วก็ไม่คาดฝันแบบเดียวกัน (ถ้าหากมิได้ทราบเรื่องราวมาก่อนนะ) และก็ฉากจบที่คลี่คลายเรื่องราวทำเป็นดี แถมยังประทับใจกว่าฉากที่(ราวกับจะ)โรแมนติก ที่ใส่มาแทบจะทั้งยังเรื่องเสียอีก สิ่งที่น่าชมอีกสิ่งหนึ่งเป็นผู้แสดงนำฝ่ายอย่าง Shailene Woodley ที่แบกรับหนังทั้งยังเรื่องเลย พวกเราจะมองเห็นคุณทุกฉากในหนัง ลืมภาพจำคุณจาก Fault in our stars ได้เลย คุณมองเก่งและก็โตขึ้นมากมาย การแสดงบางทีอาจมิได้เด่นมากมาย แต่ว่าจะต้องเห็นด้วยว่าคุณหามหนังหัวข้อนี้ไว้จริงๆ

โดยรวมแล้ว Adrift เป็นหนังซึ่งมีก็แต่น้ำ เนื้อสำคัญๆน้อยมาก เป็นหนังมีดีที่ตอนสุดท้าย จุดหักมุม หากไม่รู้เรื่องจะมองเรื่องอะไร นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว ไม่ประทับใจ โรแมนติก ดราม่าจนกระทั่งร้องไห้ แม้กระนั้นก็มองได้เพลิดเพลินๆ

Related Post