ภูมิหลังสงครามโลก การเปลี่ยนแปลงดินแดน

ภูมิหลังสงครามโลก การเปลี่ยนแปลงดินแดน

ภูมิหลังสงครามโลก ครั้งที่หนึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตครั้งใหญ่ในยุโรป ด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง รวมถึงการล่มสลายของรัฐสำคัญ ๆ ของจักรวรรดิ รวมทั้งจักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิออสโตร-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน และจักรวรรดิรัสเซีย ในขณะเดียวกันความสำเร็จของฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี เซอร์เบีย และโรมาเนีย รวมถึงการสร้างรัฐใหม่หลังจากจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีรัสเซียและออตโตมันล่มสลายหลังสงคราม ลัทธิชาตินิยมทางอุดมการณ์เรียกร้องดินแดน การไม่ยอมให้ซ้ำซากจำเจและการทำลายล้างได้กลายเป็นเรื่องสำคัญในหลายประเทศในยุโรป อุดมการณ์อาณาเขตและการแก้แค้นแข็งแกร่งมากในเยอรมนี เพราะเยอรมนีบังคับใช้สนธิสัญญาแวร์ซาย

ด้วยเหตุนี้ เยอรมนีจึงสูญเสียอาณาเขตของตนไป 13 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมถึงอาณานิคมโพ้นทะเลทั้งหมดด้วย ห้ามรวมเยอรมนีกับประเทศอื่น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ต้องแบกรับภาระอันใหญ่หลวงของการชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม และถูกจำกัดอย่างมากในขนาดและความสามารถของกองทัพ ในขณะเดียวกัน สงครามกลางเมืองรัสเซียนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพโซเวียต นำโดยพวกบอลเชวิคภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์

สงครามโลกในปี ค.ศ. 1918-1919

จักรวรรดิเยอรมันถูกทำลายโดยการปฏิวัติเยอรมัน และมีการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยขึ้น ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อสาธารณรัฐไวมาร์ ในเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความขัดแย้งภายในเกิดขึ้นระหว่างผู้สนับสนุนสาธารณรัฐใหม่และผู้คัดค้านฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย พรรคนาซีนำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เดินตามรอยการก่อตั้งรัฐบาลฟาสซิสต์เช่นอิตาลีในเยอรมนี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ได้เพิ่มการสนับสนุนพรรคนาซีภายในประเทศและในปี 1933 ฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ไรช์สทาคยิงฮิตเลอร์สถาปนารัฐเผด็จการ พรรคการเมืองหนึ่งพรรคที่นำโดยพรรคนาซี

สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันก็เกิดขึ้นในอิตาลีเช่นกัน แม้ว่าอิตาลีจะเป็นพันธมิตรไตรภาคีและได้รับดินแดนบางส่วน แต่ชาตินิยมอิตาลีรู้สึกไม่พอใจกับคำมั่นสัญญาของอังกฤษและฝรั่งเศสที่จะนำอิตาลีเข้าสู่สงครามในสนธิสัญญาลอนดอน ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงสันติภาพ จากปี 1922 ถึง 1925 ขบวนการฟาสซิสต์นำโดยเบนิโต มุสโสลินีเข้ายึดอำนาจในอิตาลีด้วยวาระชาตินิยม การปกครองแบบเผด็จการและความร่วมมือระหว่างชนชั้นที่ยกเลิกระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน สังคมนิยมใช้การบีบบังคับ กองกำลังฝ่ายซ้ายและฝ่ายเสรีนิยมและดำเนินตามนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าวโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างอิตาลีให้เป็นมหาอำนาจโลกด้วยกำลัง “จักรวรรดิโรมันใหม่”

ทหารญี่ปุ่นบุกครองจีนในกรณีมุกเดน ส่วนหนึ่งของประเทศจีน รัฐบาลก๊กมินตั๋งได้จัดตั้งกองทัพรวมเป็นหนึ่งเพื่อต่อสู้กับขุนศึกอิสระ จนกระทั่งนำไปสู่การรวมชาติของประเทศในช่วงกลางทศวรรษที่ 1920 แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนกลับเข้าไปพัวพันกับสงครามกลางเมืองกับอดีตพันธมิตร พรรคคอมมิวนิสต์จีน ค.ศ. 1931 จักรวรรดิญี่ปุ่นที่ต้องการอิทธิพลจีนมาช้านาน

กำลังเพิ่มกำลังทหารในจีนอย่างมหาศาล เป็นแผนขั้นแรกในการปกครองทั้งทวีปเอเชีย โดยใช้คดีมุกเด็นเป็นข้ออ้างในการรุกรานแมนจูเรียและก่อตั้งรัฐหุ่นเชิดขึ้นชื่อแมนจูกัว จีนขอความช่วยเหลือจากสันนิบาตแห่งชาติ ญี่ปุ่นลาออกจากองค์กรหลังถูกประณามการบุกรุก จนกระทั่งนำไปสู่การสงบศึก Tanggu ในปี 1933 แต่อย่างไรก็ตาม กองกำลังอาสาสมัครจีนยังคงต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในหลายพื้นที่ ทั้งในแมนจูเรียและมองโกเลียใน

ก่อนหน้า : สงครามโลกครั้งที่สอง ปี 1939 ถึง 1945

Shopping cart

close