เริ่มต้นปีใหม่ยังไง ให้ทำงานได้แบบมีความสุขตลอดปี

      เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ใครๆหลายคนมักจะพยายามที่จะตั้งเป้าหมายภายในปีใหม่เอาไว้หลังจากที่อาจจะตั้งไว้ในปีเก่าแล้วทำไม่สำเร็จ หรือเป้าหมายในปีเก่าได้ทำครบแล้ว พอปีใหม่ถึงอยากจะมีเป้าหมายใหม่อีก เพื่อท้าทายชีวิต บางคนอาจจะอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นปีนี้ต้องผอมแน่ ต้องสุขภาพดีแน่ หรืองานต่างๆที่ตั้งไว้ว่าต้องการจะทำให้สำเร็จในปีนี้ จะปิดไปกี่โปรเจค การตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่นั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะชีวิตของเราจะได้มีสีสันมากขึ้น และอาจจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีความสุขตลอดปีด้วย

      แต่ถ้าคุณเองนั้นยังไม่รู้เลยว่าปีใหม่นี้จะเริ่มต้นเป้าหมายจากตรงไหนดี วันนี้เราก็มีบทความ เริ่มต้นปีใหม่ยังไง ให้ทำงานได้แบบมีความสุขตลอดปี เพื่อเป็นแนวทางและเป็นเทคนิคดีๆ ให้กับทุกคน

1. ต้องมีการวางแพลนลำดับความสำคัญของงาน
      การทำงานครั้งที่ผ่าน ๆ มาในปีที่แล้วของคุณอาจจะไม่ดี หรือคิดว่ามีเวลาไม่พอ มีสิ่งที่ทำให้คุณต้องหัวหมุนจนต้องบ่นออกมาอยู่บ่อย ๆ ตลอดเวลา ว่างานเยอะ งานโหลด จนทำไม่ทันนั้น จริงๆแล้วเป็นเพราะงานของคุณมันหนักมากจริงๆ หรือคุณนั้นไม่ได้มีการวางแผนจัดลำดับ จึงไม่สามารถทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้

      ก็ในแต่ละครั้งสิ่งที่คนทำงานต้องเจอเป็นประจำ ก็คือการได้รับมอบหมายงานเข้ามาพร้อมกันหลายงาน ซึ่งอาจทำให้ไทม์ไลน์ส่งงานซ้อนทับกันไปบ้าง สิ่งที่คุณควรทำไม่ใช่การโทษคนจ่ายงานว่าบริหารงานไม่ดี โทษนู่นนี่นั่นรอบตัว แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การวางแพลนการทำงานของตัวคุณเองต่างหากล่ะ ว่าจะจัดการกับงานกองโตเหล่านั้นอย่างไร ซึ่งเราขอแนะนำให้ ทำแพลนการทำงาน หรือ To Do List ขึ้นมา เพื่อจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้น ว่าควรทำอะไรก่อน – หลัง งานชิ้นไหนมีกำหนดส่งก่อน งานชิ้นไหนต้องใช้ระยะเวลาทำมากกว่า เพื่อที่จะสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และสามารถตรวจสอบได้ว่างานชิ้นไหนเสร็จสิ้นไปแล้วบ้าง

2. ต้องมีการตั้งเป้าหมายเรียนรู้ / ลองทำงานใหม่ ๆ ที่ท้าทายขึ้น
      หากคุณเป็นคนที่ทำงานแล้วเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายงานที่ทำอยู่ คิดว่าชีวิตการทำงานเริ่มวนลูปซ้ำ ๆ อยู่กับงานเดิม ๆ คนเดิม ๆ อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม

      เพราะฉะนั้นในช่วงต้นปีนี้ คุณควรที่จะตั้งเป้าหมายในการทำงานซะใหม่ โดยเพิ่มเป้าหมายด้านการเรียนรู้หรือทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่มีความท้าทายขึ้นมากกว่าเดิมเข้าไปด้วย ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยได้ลองทำ หรือไม่มีความรู้ด้านนั้น ๆ มาก่อนเลยก็ตาม เพราะว่าการตั้งเป้าหมายแบบนี้จะช่วยกระตุ้นไฟในการทำงานของคุณให้กลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง ทำให้คุณรู้สึกกระหายและสนุกกับการได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ซึ่ง ประสบการณ์ใหม่ ๆ เหล่านี้นอกจากจะช่วยอัพสกิลให้กับตัวเองได้แบบฟรี ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินเข้าคอร์สนอกบริษัทแล้ว ยังช่วยพัฒนาความสามารถ เปิดโอกาสให้คุณได้ลองทำงานใหม่ ๆ พบเจอคนใหม่ ๆ เพื่อสร้าง Connection ในการเติบโตในสายงานมากขึ้นอีกด้วย

3. ต้องมีการปรับ Mindset ตัวเองใหม่ เปิดใจให้กว้างขึ้น
หลายคนอาจจะรู้สึกสงสัยว่าทำงานอยู่ที่บริษัทเดิม เจอเพื่อนร่วมงานคนเดิม อยู่กับสังคมเดิม ๆ แล้วแบบนี้จะเปลี่ยนแปลงการทำงานได้ยังไง เราขอคอนเฟิร์มเลยว่าการเปลี่ยนแปลงการทำงานใหม่น่ะ ไม่ต้องรอทำพร้อมใคร เพราะสามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ได้ที่ตัวคุณเองนี่แหละ

      ในเมื่อเราไม่สามารถไปบังคับให้คนอื่นคิดหรือเห็นด้วยกับความคิดของเราไปซะทุกอย่างได้ หรือไม่สามารถไปขอร้องใครให้ปรับเปลี่ยนอะไรเพื่อให้เข้ากันกับเราได้ แบบนี้ การที่จะสามารถทำงานอย่างมีความสุขได้ก็อยู่ที่ตัวเราเองนั่นแหละ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำก็คือการปรับเปลี่ยน Mindset ในการทำงานงานของตัวเองเสียใหม่ เปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นให้มากขึ้น นำความเห็นในแง่ดีมาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ส่วนความเห็นในแง่ลบต่าง ๆ ก็ลองนำมาคิดทบทวน แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้น เพื่อช่วยเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. อย่าปล่อยให้ความกลัว มาทำให้คุณไม่ก้าวไปไหน
ถ้าปีที่แล้วคุณทำงานแบบ Play Safe พยายามหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด โดยเลือกใช้วิธีการทำงานที่ง่ายที่สุดเป็นประจำแล้วล่ะก็ ปีนี้คงได้เวลามาปรับแนวทางการทำงานแบบใหม่ เพื่อการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะ
      ถึงแม้ว่า ความผิดพลาด จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนทำงานหลายคนรู้สึกกลัว เพราะความผิดพลาดเหล่านี้ นอกจากจะส่งผลให้คนทำงานถูกตำหนิแล้ว ยังส่งผลกระทบในแง่ลบต่อทีมและบริษัทได้อีกด้วย แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ‘ ความผิดพลาด ’ ก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการทำงาน เพราะว่าในการลงมือทำงานแต่ละครั้งย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าได้เสมอ สิ่งสำคัญก็คืออย่าปล่อยให้ความกลัวมาทำให้คุณไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าลงมือทำ เพราะว่าการทำแบบนี้จะไม่ช่วยให้เราได้เรียนรู้อะไรเลย แต่ควรจะนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์ เรียนรู้ และหาหนทางแก้ไข เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำแบบเดิมจะดีกว่า

      เมื่อคราวนี้คุณมีเป้าหมายการทำงานแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณจะมาลงมือทำเป้าหมายเหล่านั้นให้สำเร็จเพราะถ้าหากมีความตั้งใจหรือตั้งเป้าหมายเอาไว้สวยหรูขนาดไหน แต่ไม่เริ่มลงมือทำสักที เป้าหมายต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นได้เพียงแค่สิ่งที่ฝันไว้เท่านั้น และที่สำคัญผลลัพธ์ของเป้าหมายแต่ละอย่างอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แค่วันสองวัน แต่การลงมือลงแรงทำงานอย่างตั้งใจจริงสักครั้ง อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังยังไงล่ะ